ACT.PLAY.TALK
ครั้งที่ 1
The Perfect Character for MC ‐ พี่อั๊ต & พี่เทย่า

สำหรับงาน ACT.PLAY.TALK ครั้งที่ 10 ในหัวข้อ “The Perfect Character for MC” นั้น ชาว ActionPlay โชคดีมากๆ ที่ได้รับเกียรติจากพี่อั๊ต อัษฎา และพี่เทย่า โรเจอร์ สองพิธีกรมืออาชีพระดับ International มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กันอย่างหมดเปลือก ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองให้โดดเด่น การรับมือกับแขกรับเชิญ ไปจนถึงการเทคนิคการทำงานส่วนตัวที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ซึ่งบอกได้คำเดียวว่านอกจากความหล่อสวยที่โดดเด่นเจิดจรัสจนแสบตาแล้ว ความสามารถและความรู้ที่ทั้ง 2 พกมาแชร์นั้นทำให้พวกเราต้องยอมศิโรราบ ฝากตัวและใจเป็นแฟนคลับไปตามๆกัน อยากรู้ว่ามีอะไรบ้างตามไปอ่านกันเลย!

มีคนเคยพูดไว้ว่า it’s not about messing up, it’s about recovery ถ้าเราเป็นพิธีกร ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราผิดพลาดอย่างไร แต่เราจะแก้ปัญหาอย่างไรให้สามารถเนียนต่อไปได้ให้ดีที่สุด ผิดอย่าให้รู้ว่าผิด หน้าเหรอหราออกมา ถ้าสิ่งที่เราพูดต่อไปมันน่าสนใจ เขาจะฟังสิ่งที่เราพูดมากกว่าจะมาจำความผิดพลาดของเรา ในการทำงานกับ event organizer จะมีขั้นตอนที่หลากหลายมากๆ มีทั้งคนที่เป๊ะ และไม่เป๊ะ บางครั้งเราไม่มีทางเลือกเราก็ต้องกำกับเวทีด้วยตัวเอง เพื่อให้ทุกอย่างรอดและราบรื่นที่สุด

เคยมีครั้งนึงที่เทย่าต้องไปสัมภาษณ์ศิลปินที่เราไม่ได้ชอบ ไม่สนใจแนวเพลงของเขา แต่เราต้องทำการบ้านด้วยการพยายามทำความเข้าใจคนที่เราจะต้องสัมภาษณ์ด้วยมากที่สุด พาตัวเองไปดูว่าคนที่ชอบเขา แฟนคลับเขาชอบงานเขาเพราะอะไร โทรไปคุยกับเพื่อนเลยนะ ว่าทำไมถึงสนใจ วงนี้เจ๋งยังไง เพราะสุดท้ายเมื่อเราไปสัมภาษณ์เขา เขาต้องรู้สึกว่าเราสนใจเขาจริงๆ อยากรู้จริงๆ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ เมื่อเขาสัมผัสความจริงใจจากเราได้ เขาก็จะตอบเราด้วยความตื่นเต้น ไม่ใช่แค่ตอบไปงั้นๆ

เทคนิคที่เทย่าชอบใช้เวลาต้องไปสัมภาษณ์ศิลปินที่สื่อรุมถามมาเยอะแล้ว เราจะถามเขาเลยว่าวันนี้มีอะไรอยากพูดเป็นพิเศษไหม เพราะเขาอาจจะมีอะไรในใจที่อยากพูดแล้วไม่มีใครถามเขา หรือเขาตอบคำถามซ้ำๆมาหลายรอบแล้วเขาอาจจะหงุดหงิดได้ ให้เขาได้พูดในสิ่งที่เขาอยากพูดก่อน เช่นตอนนี้เขาอินอะไรอยู่ หรือความคิดเห็นกับเรื่องรอบตัวยังไง เมื่อเขารู้สึกเปิดแล้งก็จะกะตือรือร้นที่จะตอบคำถามของเรามากขึ้น

การที่พี่มาอยู่ในจุดนี้ได้ พี่ก็เคยได้รับโอกาสจากคนอื่นมาก่อน บางอย่างเราอาจจะดูไม่มีแววในตอนนี้ ถ้ามีคนช่วยส่งเสริมให้เราฉายแววเราก็จะได้มีโอกาสเติบโตขึ้นมา ทุกคนมีอะไรในตัวอยู่แล้ว มีคาแรกเตอร์ที่ไม่เหมือนกัน เราอยู่ในเจนเนอเรชั่นที่สามารถเรียนรู้ได้เร็วมาก เก่งขึ้นได้เร็วมาก แต่สิ่งที่ทำให้เราแตกต่างจากคนอื่นคืออะไร เราต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ มีตัวอย่างก่อน แต่หลังจากนั้นเราต้องเอาตัวเองขึ้นมาพัฒนาให้ยูนี้คกว่าคนอื่น หา Style ของเราให้เจอว่าเราเป็นพิธีกรแบบไหน แล้วปรับตัวเองให้ชัดเจนใน Way นั้น เมื่อเรามีฐานที่แข็งแรง ในอนาคตเราก็สามารถบิดตัวเองไปซ้าย ขวา ตามความเหมาะสมของงานได้บ้างผ่านการฝึกฝนตัวเอง แต่ถ้างานไหนเรารู้ว่าทำได้ไม่ 100% ไม่ใช่คาแรคเตอร์ของเรา เราต้องขอตัวช่วย หรือไม่รับงานนั้นดีกว่า

สิ่งที่สำคัญคือเราต้องเอาละลายภาพพิธีกรแบบ Stereotype ในหัวออกไปให้ได้ก่อน ว่าถ้าเป็นพิธีกรจะต้องพูดแบบนี้ ทำท่าแบบนี้ ทั้งที่ความจริงมันมีได้หลากหลายแนวมาก ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ เราก็จะสร้าง style ของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร

อาชีพพิธีกรต้องพร้อมที่จะเจอสิ่งไม่คาดฝันต่างๆตลอดเวลา ถ้าอยากพรีเซนท์ตัวเองได้ดีต้องสร้างฐานให้ตัวเองก่อน สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ดูรายการ อ่านหนังสือ ทำความรู้จักโลกของเรา และตัวเราให้มากขึ้น เทย่าจะรู้ดีเลยว่าตัวเองเป็นคนยังไงเพราะตอนเด็กๆ ชอบเขียนลิสท์สิ่งที่เราชอบ ในโลกนี้เรารัก เราชอบอะไรบ้าง มันทำให้เราได้โฟกัสความชอบตัวเอง รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้ออกไปลองสิ่งใหม่ๆตลอดเวลา เพื่อนเทย่าจะรู้เลยว่าเวลาไปกินอาหารถ้ามีเมนูแปลกๆเทย่าจะสั่งตลอด เพราะต้องลองถึงจะรู้ สำหรับตอนนี้นอกจากถามตัวเองแล้วลองถามเพื่อนก่อนก็ได้ว่าเราเป็นคนยังไง อาจจะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น

พิธีกรไม่ได้มีสิทธิ์ในชีวิตส่วนตัวของแขกรับเชิญ บางเรื่องเราก็มองว่าเป็นมารยาทที่จะไม่ไปก้าวก่ายเขา เราเองก็ต้องคอยสังเกตคนที่อยู่ด้วยตลอดเวลา ว่าตอนไหนที่เขายังอยากพูดคุย ตอนไหนที่เริ่มจะไม่สบายใจแล้ว

Dead air เกิดขึ้นเมื่อเราไม่มีข้อมูลในหัวนอกจากสคริปท์ แต่ถ้าเราทำการบ้านมาเยอะมีเรื่องจะพูดเยอะทุกอย่างมันก็จะโฟลว์ไปได้ จำไว้เสมอว่าเราไม่ได้เป็นตัวเอก แขกของเราคือตัวเอก หาวิธีให้เขาเป็นตัวเอกให้ดีที่สุดนั่นคือพิธีกรที่ดี เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอแขกรับเชิญเป็นครั้งแรก เราต้องเข้าไปพูดคุยกับเขาก่อนที่งานจะเริ่ม เพราะอาจจะมีอะไรที่เราไม่ได้เตรียมมาก่อน ไม่มีในสคริปท์ เป็นอะไรใหม่ๆที่เราสามารถเอามาคุยบนเวทีแล้วทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นได้

ลองหาคนที่เราอยากเก่งเหมือนเขา หาว่าความเก่งของเขาคืออะไร แล้วเอามาปรับเข้ามาเป็นตัวเรา แล้วเก่งในแบบเราให้ดีที่สุด เราเติบโต ใช้ชีวิตมาคนละแบบ เราจะเก่งเหมือนกันไม่ได้ เพราะเราคือคนละคนกัน สิ่งเหล่านี้จะปั้นให้เราเป็นตัวของเราเอง หาหนทางเป็นในสิ่งที่เราเป็น และทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ ทุกวันนี้เราปั้น image อะไรก็ได้ในโลก Social แต่เราจะเหนื่อยมากในการทำในสิ่งที่ไม่ได้เป็นตัวเอง สุดท้ายเวลาจะพิสูจน์เองว่าเราเป็นของแท้ยังไง และคนจะ appreciate ตรงนี้มากกว่าคนที่พยายามเป็นคนอื่น

ในการเป็นพิธีกรเราสามารถตั้งใจได้หลายอย่าง ตั้งใจตั้งแต่ได้รับสคริปท์ทำการบ้านมาก่อน หรือเราจะตั้งใจอยู่กับโมเม้นท์ตรงหน้าก็ได้ เรามักจะวาดภาพในหัวไว้ก่อนว่าถ้าเราเจอแขกคนนี้เราจะถามอะไรเขายังไงบ้าง ถามไปถึงคนรอบตัวของเขาด้วย เช่นตอนไปออสการ์เราหยอดแฟนจอห์นเลเจนด์ว่าเป็นลูกครึ่งไทย พูดไทยได้ไหม เขาก็กระซิบกับเราว่า “พูดไทยไม่ได้” เกิดเป็นกิมมิคเล็กๆที่ดี เราทำให้ตัวเองต่างจากพิธีกรคนอื่นที่ไปเดินในพรมแดงทั้งหมด เราลิ้งค์กลับมาที่เอเชียเพราะนั่นคือภาพลักษณ์ที่เรานำติดตัวไปด้วย

ด้วยความเป็นโลกโซเชี่ยล ทุกคนจะมีแพทเทิร์นคล้ายๆกัน ถ้าเราทำเหมือนคนอื่นมันก็อาจจะดูเฟคได้ง่าย เราก็ต้องฝึกฝนหาว่าแบบไหนที่เป็นตัวเรามากที่สุด ไปเรียนรู้เบสิคมากขึ้นเช่นการฝึกเสียง หรือเข้าคลาสการแสดง เราจะได้รู้ว่าควรจะบวกจะลดลงมาเท่าไหร่ให้มันพอดีกับเรา สิ่งที่คนเป็น influencer มักจะขาด คือการทำงานร่วมกับคนอื่นเพราะเขาชินกับการทำงานคนเดียว กำหนดทุกอย่างเองทั้งกล้อง เนื้อหา แอคติ้ง แต่พอมีคนมากำกับเขาจะเริ่มไม่เป็นธรรมชาติ ไม่สามารถทำงานพิธีกรทั่วไปได้ จริงๆไม่มีผิดถูกนะเพราะเราอยู่ในโลกโซเชี่ยล แต่ถ้าอยากเติบโต ขยายพื้นที่การทำงานให้ตัวเองมากขึ้นต้องฝึกทักษะเหล่านี้เพิ่มเติม

นักแสดงที่มีเสน่ห์คือคนที่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น เช่นเขาชอบลองของใหม่ๆ ได้ลองโน่นนี่ ยอมรับและแฮปปี้ในสิ่งที่เขาเป็น มีจุดยืนของตัวเอง เกิดเป็นเสน่ห์ที่เฉพาะตัว

พิธีกรต้องทำงานกับบทให้ดีที่สุด ถ้าเราจำไม่ได้ก็ต้องท่องไปเรื่อยๆจนกว่าจะจำได้ อย่างน้อยต้องจำ tag line ที่สำคัญที่สุดให้ได้ ที่เหลือถ้าเรามีเวลาก็จำ ถ้าไม่ได้ก็ต้องอธิบายให้เขาฟังว่าเราจะพูดตามความเข้าใจของเรายังไงแล้วมันถูกต้องอย่างที่เขาต้องการหรือไม่ ในการทำงานจริง ฃเราอาจจะไม่สามารถเข้ากันได้ดีกับทุกคน แต่เมื่ออยู่หน้ากล้องและทำงานเราจะทำยังไงให้มัน work และออกมาดีที่สุด เคารพคนที่ทำงานกับเรา ถ้าทำงานพิธีกรคู่ ต้องแบ่งบทกันให้ชัดเจน อย่าแย่งคนอื่นพูด แล้วถ้าเราโดนแย่งพูดก็เฉยไว้ ไม่ต้องไปทำอะไร เพราะอีกฝ่ายเขาก็จะดูแย่เอง ทำตัวเองให้พร้อมเสมอ ถ้าเขาพักหายใจเมื่อไหร่เราก็โดดเข้าไปเลย

เราจะเจอสิ่งที่ควบคุมไม่ได้เสมอ สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้คือตัวเอง ถ้าเราเจอสถานการณ์ไม่ดีเราก็ต้องไหลไปเรื่อยๆ แล้ว feedback ความผิดพลาดให้ทีมงานได้รู้ เราต้องรู้จักแบ่งและแชร์กันเสมอ

ตราบใดที่เรายังรู้ว่าตัวเองมีข้อบกพร่องอยู่ เราจะไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ต้องปรับตัวเองไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้เราก็ยังไม่เคยมองว่าตัวเองเก่งที่สุด ทำงานมาหลายปีก็ยังมีอะไรใหม่ๆที่ท้าทายตัวเองเสมอ ถ้าย้อนกลับไปตอนที่เริ่มเป็นพิธีกรยุคแรกๆ จะไฮเปอร์มาก ไม่สามารถไปออสการ์ได้แน่นอน ตอนนี้ก็เปลี่ยนไปเยอะแล้ว สุขุมขึ้น นิ่งขึ้น รู้วิธีคอนโทรลให้ทุ้มลง เรียนรู้การใช้เสียงให้เหมาะกับงาน ควบคุมการดังเบา จะสูงต่ำต้องพูดให้ได้ยินทั่วถึงได้หมด ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับการออกกำลังกาย และวิธีการออกเสียงที่เราต้องหมั่นฝึกฝนเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ